Skip to content

Nutrition

มะเร็งลำไส้ใหญ่กับริดสีดวง อาการต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีสังเกต

เปรียบเทียบอาการมะเร็งลำไส้ใหญ่กับริดสีดวงทวาร ทั้งลักษณะเลือด อาการเจ็บ และเรื่องกลิ่นอุจจาระ พร้อมสัญญาณที่ควรพบแพทย์ อธิบายโดยแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน

โดย นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ (หมอเจด)·11 ก.ย. 2026·อ่าน 5 นาที
ผู้หญิงกุมท้องกังวลว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือริดสีดวง

สวัสดีครับ ในบรรดาคำถามเรื่องระบบขับถ่ายทั้งหมด คำถามที่คนกังวลมากที่สุดคงหนีไม่พ้น "ถ่ายเป็นเลือด แบบนี้ริดสีดวงหรือมะเร็งครับหมอ" ผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เพราะเลือดที่เห็นในโถส้วมทำให้ใครก็ตกใจได้

ข่าวดีคือ ผู้ที่ถ่ายเป็นเลือดส่วนใหญ่มีสาเหตุจากริดสีดวงทวารหรือแผลปริที่ขอบทวารหนัก ซึ่งพบบ่อยกว่ามาก แต่ข่าวที่ต้องระวังคือ ทั้งสองภาวะมีจุดร่วมมากพอที่จะทำให้คนแยกเองผิด และการแยกผิดในทางที่ประมาทมีราคาแพงมาก บทความนี้ผมจะพาไปดูว่าสองภาวะนี้ต่างกันตรงไหน อะไรที่พอสังเกตได้ และอะไรที่ต้องให้แพทย์ตรวจเท่านั้นครับ

ริดสีดวงทวาร คืออะไร

ริดสีดวงทวารเกิดจากกลุ่มหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักและไส้ตรงส่วนปลายที่บวมพองขึ้น มักสัมพันธ์กับการเบ่งถ่ายแรง ท้องผูกเรื้อรัง นั่งถ่ายนาน การตั้งครรภ์ ภาวะน้ำหนักเกิน หรือการยกของหนักเป็นประจำ

แบ่งได้เป็นริดสีดวงภายในซึ่งอยู่เหนือแนวเส้นประสาทรับความเจ็บปวด จึงมักไม่เจ็บแต่เลือดออกง่าย และริดสีดวงภายนอกซึ่งอยู่ใต้แนวดังกล่าว จึงมักเจ็บชัดเจน คลำได้เป็นก้อนที่ขอบทวาร โดยเฉพาะเมื่อมีลิ่มเลือดอุดตัน

อาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่างจากริดสีดวงตรงไหน

ความต่างที่สำคัญที่สุดคือ ริดสีดวงเป็นปัญหาเฉพาะที่บริเวณปลายทางเดินอาหาร ในขณะที่มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่ส่งผลต่อร่างกายทั้งระบบ ดังนั้นอาการที่บ่งชี้ความแตกต่างจึงมักไม่ใช่เรื่อง "เลือด" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ด้วย

ลักษณะของเลือด

  • ริดสีดวง — มักเป็นเลือดสดสีแดงสด หยดตามหลังอุจจาระ หรือติดกระดาษชำระ เลือดมักไม่คลุกเคล้าไปกับเนื้ออุจจาระ
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ — เลือดมักปนหรือคลุกอยู่ในเนื้ออุจจาระ อาจมีสีคล้ำกว่า หรืออุจจาระมีสีดำเหมือนยางมะตอยเมื่อเลือดออกจากตำแหน่งที่สูงขึ้นไป และอาจมีมูกปนร่วมด้วย

อาการเจ็บ

  • ริดสีดวง — ริดสีดวงภายนอกมักเจ็บชัดเจนบริเวณทวาร โดยเฉพาะขณะถ่ายหรือนั่ง และอาจคลำได้ก้อนที่ขอบทวาร
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่ — มักไม่เจ็บที่ทวารหนัก แต่อาจปวดหรือแน่นในช่องท้อง เป็นพัก ๆ หรือในตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ

อาการทั่วร่างกาย

จุดนี้คือตัวแยกที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุดครับ ริดสีดวงโดยทั่วไปไม่ทำให้น้ำหนักลด ไม่ทำให้เบื่ออาหาร และไม่ทำให้อ่อนเพลียเรื้อรัง หากคุณมีอาการถ่ายเป็นเลือดร่วมกับน้ำหนักลดเอง ซีด อ่อนเพลียมากผิดปกติ หรือเบื่ออาหาร นั่นเป็นชุดอาการที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรอธิบายด้วยริดสีดวงเพียงอย่างเดียว

ตารางเปรียบเทียบ ริดสีดวงทวาร กับ มะเร็งลำไส้ใหญ่

ประเด็นริดสีดวงทวารมะเร็งลำไส้ใหญ่
ลักษณะเลือดอาการเจ็บก้อนที่คลำได้พฤติกรรมขับถ่ายน้ำหนักและความอ่อนเพลียการดำเนินโรค
เลือดสดสีแดง หยดตามหลัง หรือติดกระดาษชำระมักเจ็บที่ทวาร โดยเฉพาะชนิดภายนอกคลำได้ก้อนนุ่มที่ขอบทวารมักไม่เปลี่ยนแปลงถาวร มักสัมพันธ์กับท้องผูกมักไม่เปลี่ยนแปลงมักดีขึ้นเมื่อแก้ท้องผูกและปรับพฤติกรรม
ปนในเนื้ออุจจาระ สีคล้ำกว่า หรืออุจจาระสีดำคล้ำมักไม่เจ็บทวาร แต่อาจปวดหรือแน่นในช่องท้องไม่มีก้อนที่ทวาร แต่บางรายคลำได้ก้อนในช่องท้องเปลี่ยนไปต่อเนื่องเกิน 3–4 สัปดาห์ อุจจาระลำเล็กลง ถ่ายไม่สุดอาจน้ำหนักลดเอง อ่อนเพลีย ซีด เบื่ออาหารมักไม่ดีขึ้นเอง และอาการค่อย ๆ ชัดขึ้น

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุด

ตารางนี้ใช้เพื่อทำความเข้าใจเท่านั้น ไม่สามารถใช้วินิจฉัยตัวเองได้

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนไม่น้อยเคยถูกเข้าใจว่าเป็นริดสีดวงมาก่อน และคนคนหนึ่งสามารถเป็นทั้งริดสีดวงและมะเร็งลำไส้ใหญ่พร้อมกันได้

การที่แพทย์ตรวจพบริดสีดวง จึงไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ของโรคอื่นโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่ดีขึ้นตามที่ควร

อาการคล้ายมะเร็งลำไส้ ที่พบได้จากภาวะอื่น

นอกจากริดสีดวงแล้ว ยังมีภาวะอื่นอีกหลายอย่างที่ทำให้เกิดอาการคล้ายกันจนแยกด้วยตัวเองไม่ได้ครับ

  • แผลปริที่ขอบทวารหนัก — เจ็บแสบชัดเจนขณะถ่ายและหลังถ่าย มีเลือดสดปริมาณน้อย
  • โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) — ขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง ปวดท้องสัมพันธ์กับการถ่าย แต่ไม่มีเลือดออกและไม่มีน้ำหนักลด อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เจาะลึกโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คืออะไร
  • ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ — มักมาเร็ว มีไข้ ถ่ายเหลวบ่อย บางครั้งมีมูกเลือด
  • โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) — ถ่ายมีมูกเลือดเรื้อรัง ปวดท้อง น้ำหนักลด ต้องการการวินิจฉัยเฉพาะ
  • ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ — มักไม่มีอาการ แต่บางรายมีเลือดออกเล็กน้อยเป็นครั้งคราว
  • ภาวะถุงผนังลำไส้อักเสบ — ปวดท้องด้านซ้ายล่าง มีไข้ พบมากขึ้นตามอายุ

เรื่องกลิ่นอุจจาระ กับมะเร็งลำไส้ ข้อเท็จจริงที่ควรรู้

มีความเชื่อที่แชร์กันมากว่า ถ้าอุจจาระมีกลิ่นเหม็นผิดปกติแสดงว่าเป็นมะเร็งลำไส้ ผมขอตอบตรง ๆ ในฐานะแพทย์ครับว่า ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าเราสามารถใช้กลิ่นอุจจาระในการบอกได้ว่าเป็นมะเร็งลำไส้หรือไม่

กลิ่นอุจจาระเปลี่ยนแปลงได้จากหลายสาเหตุที่พบบ่อยกว่ามาก เช่น อาหารที่กินเข้าไปโดยเฉพาะโปรตีนสูงและกระเทียม การใช้ยาบางชนิดรวมถึงยาปฏิชีวนะ การติดเชื้อในทางเดินอาหาร ภาวะการย่อยและดูดซึมผิดปกติ เช่น การแพ้แลคโตส และการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้

สิ่งที่ผมกังวลกับความเชื่อนี้คือมันทำงานผิดทางได้ทั้งสองด้าน คนที่กลิ่นปกติอาจสบายใจเกินไปจนละเลยอาการจริง ๆ ที่ควรตรวจ ส่วนคนที่กลิ่นแรงจากเรื่องอาหารก็อาจวิตกกังวลโดยไม่จำเป็น สิ่งที่ควรใช้เป็นเกณฑ์จริง ๆ คือลักษณะเลือด พฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป และอาการทั่วร่างกายครับ

เมื่อไรที่ควรพบแพทย์

คำแนะนำที่ผมให้เสมอคือ ถ่ายเป็นเลือดครั้งแรกในชีวิต ควรได้รับการตรวจจากแพทย์เสมอ ไม่ว่าจะอายุเท่าไร เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น

  • ถ่ายเป็นเลือดครั้งแรก หรือเลือดออกซ้ำแม้เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นริดสีดวงแล้ว
  • อาการไม่ดีขึ้นหลังปรับพฤติกรรมและรักษาริดสีดวงตามที่แพทย์แนะนำ
  • พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไปต่อเนื่องเกิน 3–4 สัปดาห์
  • อุจจาระสีดำคล้ำ หรือมีมูกปนเลือด
  • มีน้ำหนักลดเอง ซีด อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย
  • อายุ 45 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

หากอยากเข้าใจภาพรวมของสัญญาณเตือนและแนวทางการตรวจคัดกรอง ผมแนะนำให้อ่าน เช็ก 7 สัญญาณเตือนมะเร็งลำไส้ใหญ่ และการตรวจคัดกรองเชิงรุก ต่อครับ

ดูแลตัวเองอย่างไรระหว่างรอพบแพทย์

ระหว่างที่รอนัด สิ่งที่ทำได้คือลดปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลง และเก็บข้อมูลอาการให้แพทย์ใช้ประกอบการตรวจครับ

  1. จดบันทึกอาการ — ความถี่ในการถ่าย ลักษณะอุจจาระ ปริมาณและลักษณะเลือด และอาการร่วมอื่น ๆ ข้อมูลนี้มีค่ามากในห้องตรวจ
  2. เพิ่มใยอาหารและน้ำ — ลดการเบ่งถ่ายซึ่งทำให้ริดสีดวงแย่ลง
  3. ไม่นั่งถ่ายนาน — งดใช้โทรศัพท์ในห้องน้ำ และไม่กลั้นอุจจาระ
  4. ดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ — เลือกอาหารหลากหลายและอาหารหมักตามธรรมชาติ เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบขับถ่ายในภาพรวม
  5. ไม่ซื้อยาสวนหรือยาถ่ายมาใช้เอง — โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง

แนวทางเหล่านี้เป็นการดูแลสุขภาพทั่วไป ไม่ใช่การรักษา และไม่สามารถใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ได้ครับ

คำถามที่พบบ่อย

ถ่ายเป็นเลือด แยกยังไงว่าเป็นริดสีดวงหรือมะเร็งลำไส้

A: ตัวช่วยสังเกตเบื้องต้นคือ ริดสีดวงมักให้เลือดสดสีแดงที่หยดตามหลังอุจจาระหรือติดกระดาษชำระ และมักเจ็บที่ทวาร ส่วนมะเร็งลำไส้ใหญ่มักมีเลือดปนอยู่ในเนื้ออุจจาระ สีคล้ำกว่า ไม่เจ็บทวาร และมักมาพร้อมพฤติกรรมการขับถ่ายที่เปลี่ยนไปหรืออาการทั่วร่างกาย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองภาวะแยกด้วยตาเปล่าไม่ได้แน่นอน จึงต้องให้แพทย์ตรวจ

เป็นริดสีดวงอยู่แล้ว ยังต้องกังวลเรื่องมะเร็งลำไส้ไหม

A: ยังต้องใส่ใจครับ เพราะการเป็นริดสีดวงไม่ได้ป้องกันการเกิดโรคอื่น และคนคนหนึ่งเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ หากเลือดออกซ้ำ อาการไม่ดีขึ้นตามที่ควร หรือมีอาการใหม่เพิ่มขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

กลิ่นอุจจาระบอกได้ไหมว่าเป็นมะเร็งลำไส้

A: บอกไม่ได้ครับ ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ากลิ่นอุจจาระใช้วินิจฉัยมะเร็งลำไส้ได้ กลิ่นเปลี่ยนแปลงได้จากอาหาร ยา การติดเชื้อ ภาวะการย่อยและดูดซึมผิดปกติ และการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ สิ่งที่ควรใช้เป็นเกณฑ์คือลักษณะเลือด พฤติกรรมการขับถ่าย และอาการทั่วร่างกาย

อาการคล้ายมะเร็งลำไส้ มีโรคอะไรบ้าง

A: มีหลายภาวะที่ให้อาการคล้ายกัน เช่น ริดสีดวงทวาร แผลปริที่ขอบทวารหนัก โรคลำไส้แปรปรวน ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ และภาวะถุงผนังลำไส้อักเสบ ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยการตรวจจากแพทย์เพื่อแยกจากกัน

ริดสีดวงกลายเป็นมะเร็งได้ไหม

A: ริดสีดวงทวารไม่ได้กลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดคนละกลไกกัน แต่ประเด็นที่ต้องระวังคือ อาการของทั้งสองภาวะคล้ายกันจนอาจบดบังกัน ทำให้การวินิจฉัยมะเร็งล่าช้าได้

ถ่ายเป็นเลือดครั้งเดียวแล้วหายไป ต้องไปหาหมอไหม

A: ควรไปตรวจครับ โดยเฉพาะหากเป็นครั้งแรก มีอายุ 45 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย การตรวจครั้งเดียวเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน ดีกว่าการเฝ้ารอดูอาการเป็นเดือน ๆ

ปรึกษาแนวทางดูแลสุขภาพลำไส้

หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับการปรับอาหาร ใยอาหาร หรือการดูแลระบบขับถ่ายในชีวิตประจำวัน ทักมาพูดคุยกับทีมงานได้ที่ LINE @drjadestore ครับ

แต่หากคุณมีอาการผิดปกติตามที่กล่าวถึงในบทความนี้ สิ่งที่ผมอยากให้ทำเป็นอันดับแรกคือ นัดพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย ไม่ใช่การหาผลิตภัณฑ์มารับประทานเองครับ

Disclaimer

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์ และไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค การรับประทานควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรรับประทานเกินปริมาณที่แนะนำ เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แอดไลน์เลือกซื้อสินค้าปรึกษาฟรี