สารบัญ
โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คืออะไรอาการลำไส้แปรปรวน ที่ควรสังเกตลำไส้แปรปรวนเกิดจากอะไรการวินิจฉัยโรคลำไส้แปรปรวนยารักษาลำไส้แปรปรวน แพทย์ใช้กลุ่มไหนบ้างแนวทางปรับระบบขับถ่ายในชีวิตประจำวันคำถามที่พบบ่อยสวัสดีครับ มีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่ผมเจอบ่อยมาก คือคนที่ปวดท้องและขับถ่ายผิดปกติมาหลายปี ตรวจมาแล้วหลายที่ ผลตรวจทุกอย่างปกติ แต่อาการก็ยังอยู่ จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่า "หรือเราคิดไปเอง"
ผมอยากบอกตรงนี้ชัด ๆ ครับว่า อาการของคุณเป็นเรื่องจริง โรคลำไส้แปรปรวนหรือ IBS เป็นโรคที่มีอยู่จริงในทางการแพทย์ มีเกณฑ์การวินิจฉัยชัดเจน และมีแนวทางดูแลที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้มาก เพียงแต่มันไม่ใช่โรคที่เห็นความผิดปกติจากการส่องกล้องหรือเอกซเรย์
โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คืออะไร
IBS ย่อมาจาก Irritable Bowel Syndrome เป็นความผิดปกติของการทำงานของลำไส้ ไม่ใช่ความผิดปกติของโครงสร้าง หมายความว่าลำไส้ของผู้ป่วยไม่มีแผล ไม่มีการอักเสบทำลายเนื้อเยื่อ และไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง แต่การทำงานของมันผิดจังหวะไป
ความผิดปกติหลักมีสองส่วน ส่วนแรกคือการบีบตัวของลำไส้ที่เร็วหรือช้ากว่าปกติ ส่วนที่สองคือความไวต่อความรู้สึกในลำไส้ที่มากกว่าคนทั่วไป ทำให้ปริมาณแก๊สหรือการยืดขยายระดับที่คนทั่วไปไม่รู้สึกอะไร กลับทำให้ผู้ป่วย IBS ปวดได้จริง
IBS เป็นโรคที่พบบ่อยมาก โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมักเริ่มมีอาการในช่วงวัยหนุ่มสาวถึงวัยกลางคน
อาการลำไส้แปรปรวน ที่ควรสังเกต
แกนหลักของ IBS คือ ปวดท้องเรื้อรังที่สัมพันธ์กับการขับถ่าย ครับ ถ้าไม่มีอาการปวดท้องเลย มีแค่ท้องอืดหรือท้องผูกอย่างเดียว มักไม่เข้าเกณฑ์ IBS
- ปวดท้องหรือปวดเกร็งเป็นพัก ๆ — มักปวดท้องน้อย โดยเฉพาะด้านซ้ายล่าง
- อาการปวดสัมพันธ์กับการถ่าย — มักดีขึ้นหลังถ่าย หรือเปลี่ยนแปลงเมื่อความถี่หรือลักษณะอุจจาระเปลี่ยน
- ท้องอืดและแน่นท้อง — มักหนักขึ้นในช่วงบ่ายถึงเย็น และดีขึ้นตอนตื่นนอน
- การขับถ่ายเปลี่ยนไป — ท้องผูก ท้องเสีย หรือสลับกัน
- มีมูกใสปนอุจจาระ — พบได้ในบางราย แต่ต้องไม่มีเลือดปน
- รู้สึกถ่ายไม่สุด — และอาการมักแย่ลงเมื่อเครียดหรือนอนไม่พอ
ชนิดของ IBS แบ่งตามลักษณะอุจจาระ
| ชนิด | ชื่อเต็ม | ลักษณะเด่น | |
|---|---|---|---|
| IBS-C | IBS-D | IBS-M | IBS-U |
| ชนิดท้องผูกเด่น | ชนิดท้องเสียเด่น | ชนิดผสม | ชนิดที่จัดกลุ่มไม่ได้ |
| อุจจาระแข็งหรือเป็นก้อนเป็นส่วนใหญ่ ถ่ายยาก ต้องเบ่ง | อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำเป็นส่วนใหญ่ ปวดถ่ายเร่งด่วน | มีทั้งอุจจาระแข็งและเหลวสลับกันในสัดส่วนใกล้เคียงกัน | ลักษณะอุจจาระไม่เข้าเกณฑ์ของสามกลุ่มข้างต้นชัดเจน |
การรู้ว่าตัวเองเป็นชนิดไหนมีประโยชน์มาก เพราะแนวทางการปรับอาหารและการเลือกยาของแพทย์ต่างกันชัดเจนครับ
ลำไส้แปรปรวนเกิดจากอะไร
ปัจจุบันเรามองว่า IBS เกิดจากหลายกลไกทำงานร่วมกัน ไม่ใช่สาเหตุเดียว
- ความผิดปกติของแกนสมองและลำไส้ — การสื่อสารสองทางระหว่างสมองกับลำไส้ทำงานผิดจังหวะ ทำให้การบีบตัวและการรับความรู้สึกเปลี่ยนไป นี่คือเหตุผลที่ความเครียดมีผลชัดเจนมาก
- ความไวต่อความรู้สึกในลำไส้ที่มากขึ้น — ลำไส้ส่งสัญญาณความเจ็บปวดง่ายกว่าปกติ
- การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ — ผู้ป่วย IBS จำนวนหนึ่งมีองค์ประกอบจุลินทรีย์ต่างจากคนทั่วไป ซึ่งเป็นเหตุผลที่การดูแลสมดุลจุลินทรีย์ได้รับความสนใจในการดูแลกลุ่มนี้
- IBS หลังการติดเชื้อในทางเดินอาหาร — บางคนเริ่มมีอาการหลังท้องเสียจากการติดเชื้อครั้งรุนแรง
- การอักเสบระดับต่ำในเยื่อบุลำไส้ — พบในผู้ป่วยบางราย
- ปัจจัยด้านอาหาร — โดยเฉพาะอาหารกลุ่ม FODMAPs ที่หมักในลำไส้ใหญ่และทำให้เกิดแก๊ส
การวินิจฉัยโรคลำไส้แปรปรวน
แพทย์ใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า Rome IV ซึ่งโดยสรุปคือ มีอาการปวดท้องเป็นซ้ำ ๆ โดยเฉลี่ยอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร่วมกับลักษณะอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ อาการสัมพันธ์กับการถ่าย สัมพันธ์กับความถี่ในการถ่ายที่เปลี่ยนไป และสัมพันธ์กับลักษณะอุจจาระที่เปลี่ยนไป โดยอาการต้องเริ่มมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน
สิ่งสำคัญคือ IBS เป็นการวินิจฉัยที่ต้องแยกโรคอื่นออกไปก่อน แพทย์จึงมักตรวจเพิ่มเติมเมื่อพบอาการเตือน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้มองข้ามภาวะที่ร้ายแรงกว่า
อาการเตือนที่ทำให้ต้องตรวจเพิ่มเติม ไม่ใช่ IBS ธรรมดา
• ถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระสีดำคล้ำ
• น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
• ซีดหรือตรวจพบภาวะโลหิตจาง
• มีไข้เรื้อรัง หรือคลำได้ก้อนในช่องท้อง
• ถ่ายเหลวตอนกลางคืนจนต้องตื่นขึ้นมา
• เริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 45–50 ปี
• มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือโรคเซลิแอค
หากคุณมีข้อใดข้อหนึ่ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม อ่านเรื่องการแยกอาการได้ที่บทความมะเร็งลำไส้ใหญ่ในเว็บไซต์ของเรา
ยารักษาลำไส้แปรปรวน แพทย์ใช้กลุ่มไหนบ้าง
ส่วนนี้ผมเขียนเพื่อให้เข้าใจภาพรวมเท่านั้นนะครับ การเลือกยาต้องทำโดยแพทย์ เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของ IBS ความรุนแรง โรคประจำตัว และยาอื่นที่ใช้อยู่ ผมจึงไม่ระบุชื่อการค้าหรือขนาดยา
- ยาคลายการบีบเกร็งของลำไส้ — ใช้เพื่อลดอาการปวดเกร็ง มักรับประทานก่อนอาหาร
- ยาระบายกลุ่มเพิ่มมวลอุจจาระหรือกลุ่มออสโมติก — ใช้ในผู้ป่วย IBS-C
- ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้ — ใช้ในผู้ป่วย IBS-D เพื่อควบคุมอาการถ่ายเหลว
- ยากลุ่มปรับการรับความรู้สึกของลำไส้ — ยาบางชนิดในกลุ่มยาต้านเศร้าถูกนำมาใช้ในขนาดต่ำเพื่อลดความไวต่อความปวดของลำไส้ ไม่ได้ใช้เพราะผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
- ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์เฉพาะในลำไส้ — ใช้ในบางกรณีที่สงสัยภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้เล็กเจริญเกิน
ไม่ควรซื้อยาเหล่านี้มาใช้เองครับ โดยเฉพาะยาระบายและยาหยุดถ่าย เพราะการใช้ผิดชนิดกับผิดกลุ่มอาการอาจทำให้อาการแย่ลง และการใช้ยาระบายบางกลุ่มต่อเนื่องนานอาจทำให้ลำไส้ทำงานแย่ลงในระยะยาว
แนวทางปรับระบบขับถ่ายในชีวิตประจำวัน
จากประสบการณ์ของผม สิ่งที่ให้ผลมากที่สุดในระยะยาวไม่ใช่ยา แต่คือการปรับอาหารและการจัดการความเครียดครับ
1. ปรับอาหารอย่างเป็นระบบ
- กินให้เป็นเวลา ไม่งดมื้อ และไม่กินมื้อใหญ่เกินไป
- เคี้ยวช้าและละเอียด ลดการกลืนอากาศ
- ลดอาหารมันจัด ของทอด อาหารเผ็ดจัด กาแฟ แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มอัดแก๊ส
- สำหรับ IBS-C ค่อย ๆ เพิ่มใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น ข้าวโอ๊ตและไซเลียม พร้อมดื่มน้ำให้เพียงพอ
- สำหรับ IBS-D ระวังใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำในปริมาณมาก และสังเกตปฏิกิริยาต่อนมและสารให้ความหวานกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์
- พิจารณาแนวทาง Low FODMAP ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร ซึ่งผมเขียนรายละเอียดไว้ใน เปิดลิสต์อาหารต้องห้ามลำไส้แปรปรวน และวิธีเลือกวัตถุดิบ
2. ดูแลสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นหนึ่งในกลไกที่เกี่ยวข้องกับ IBS การดูแลส่วนนี้จึงเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจ ทำได้โดยการกินอาหารหลากหลาย เพิ่มอาหารหมักตามธรรมชาติในปริมาณที่ร่างกายรับได้ และอาจพิจารณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มโพรไบโอติกเพื่อช่วยสนับสนุนสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร
สิ่งที่ผมอยากให้ทราบตามตรงคือ การตอบสนองต่อโพรไบโอติกแตกต่างกันมากในแต่ละบุคคล บางคนรู้สึกดีขึ้น บางคนไม่รู้สึกต่าง จึงควรทดลองอย่างสม่ำเสมอสักระยะและสังเกตอาการของตัวเอง โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเลข อย. และระบุสายพันธุ์ชัดเจน
3. จัดการความเครียดและการนอน
- นอนให้ได้ 7–8 ชั่วโมงและเข้านอนเป็นเวลา
- ฝึกหายใจช้าลึกหรือทำสมาธิสั้น ๆ วันละ 10 นาที
- ออกกำลังกายระดับปานกลาง 150 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งมีหลักฐานว่าช่วยเรื่องอาการโดยรวมของ IBS
- หากความเครียดหรือความวิตกกังวลรบกวนชีวิตประจำวันมาก การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เป็นทางเลือกที่มีประโยชน์จริง ไม่ใช่เรื่องน่าอาย
4. จดบันทึกอาการ
ผมแนะนำให้จดสิ่งที่กิน ระดับความเครียด และลักษณะการขับถ่ายเป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ ข้อมูลชุดนี้มีประโยชน์มากทั้งกับตัวคุณเองและกับแพทย์ เพราะ IBS เป็นโรคที่ตัวกระตุ้นแตกต่างกันในแต่ละคนอย่างมากครับ
หากอาการเด่นของคุณคือแน่นท้องและท้องอืดมากกว่าเรื่องการขับถ่าย ลองอ่าน รู้สึกแน่นท้องเกิดจากอะไร เจาะลึกอาการแน่นท้องอืด และ อาการจุกเสียดแน่นท้องเกิดจากอะไร แนวทางดูแลตัวเอง ประกอบด้วยครับ
คำถามที่พบบ่อย
โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) คืออะไร
A: IBS เป็นความผิดปกติของการทำงานของลำไส้ ไม่ใช่ความผิดปกติของโครงสร้าง ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเรื้อรังที่สัมพันธ์กับการขับถ่าย ร่วมกับท้องอืดและการขับถ่ายที่เปลี่ยนไป โดยตรวจไม่พบแผล การอักเสบที่ทำลายเนื้อเยื่อ หรือความผิดปกติทางโครงสร้างจากการส่องกล้อง
อาการลำไส้แปรปรวน สังเกตอย่างไร
A: แกนหลักคือปวดท้องเป็นซ้ำ ๆ ที่สัมพันธ์กับการถ่าย มักดีขึ้นหลังถ่าย ร่วมกับท้องอืด ท้องผูก ท้องเสีย หรือสลับกัน อาจมีมูกใสปนอุจจาระและรู้สึกถ่ายไม่สุด อาการมักแย่ลงเมื่อเครียดหรือนอนไม่พอ แต่ต้องไม่มีเลือดปนอุจจาระและไม่มีน้ำหนักลดเอง
ลำไส้แปรปรวนเกิดจากอะไร
A: เกิดจากหลายกลไกร่วมกัน ได้แก่ การทำงานผิดจังหวะของแกนสมองและลำไส้ ความไวต่อความรู้สึกในลำไส้ที่มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ การเกิดอาการหลังติดเชื้อในทางเดินอาหาร การอักเสบระดับต่ำในเยื่อบุลำไส้ และปัจจัยด้านอาหารโดยเฉพาะกลุ่ม FODMAPs
IBS อันตรายไหม กลายเป็นมะเร็งได้หรือเปล่า
A: IBS ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และไม่ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อลำไส้ แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้มาก ประเด็นที่ต้องระวังคือ หากมีอาการเตือน เช่น ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลดเอง ซีด หรือถ่ายเหลวตอนกลางคืน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม เพราะอาการเหล่านั้นไม่ใช่ลักษณะของ IBS
ยารักษาลำไส้แปรปรวน มีกลุ่มไหนบ้าง
A: แพทย์เลือกยาตามชนิดของ IBS โดยมีกลุ่มหลัก ได้แก่ ยาคลายการบีบเกร็งของลำไส้ ยาระบายสำหรับชนิดท้องผูกเด่น ยาลดการเคลื่อนไหวของลำไส้สำหรับชนิดท้องเสียเด่น ยาปรับการรับความรู้สึกของลำไส้ และในบางกรณีอาจใช้ยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์เฉพาะในลำไส้ ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อใช้เอง
โพรไบโอติกช่วยเรื่อง IBS ได้ไหม
A: โพรไบโอติกมีบทบาทช่วยสนับสนุนสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ IBS แต่ไม่ใช่ยาและไม่มีผลในการรักษาโรค การตอบสนองแตกต่างกันมากในแต่ละบุคคล จึงควรทดลองอย่างสม่ำเสมอสักระยะพร้อมสังเกตอาการ และปรึกษาแพทย์ควบคู่ไปด้วย
IBS หายขาดได้ไหม
A: IBS เป็นภาวะเรื้อรังที่มักมีช่วงอาการดีสลับกับช่วงกำเริบ เป้าหมายของการดูแลจึงเป็นการควบคุมอาการให้อยู่ในระดับที่ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยจำนวนมากอาการดีขึ้นชัดเจนเมื่อปรับอาหาร จัดการความเครียด นอนให้เพียงพอ และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากแพทย์
ปรึกษาแนวทางดูแลสุขภาพลำไส้กับทีมงาน Dr.Jade
ถ้าคุณกำลังมองหาแนวทางดูแลระบบทางเดินอาหารและสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ทักมาพูดคุยกับทีมงานเพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นได้ที่ LINE @drjadestore ครับ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีบทบาทช่วยสนับสนุนการดูแลสุขภาพในภาพรวมเท่านั้น หากมีอาการผิดปกติต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุครับ
Disclaimer
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์ และไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกัน บำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค การรับประทานควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรรับประทานเกินปริมาณที่แนะนำ เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ดูเอกสารอ้างอิง
- American College of Gastroenterology — Clinical Guideline: Management of Irritable Bowel Syndrome
- Rome Foundation — Rome IV Criteria for Functional Gastrointestinal Disorders
- Monash University — FODMAP Diet Research Program
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK) — Digestive Diseases
- สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย — แนวทางเวชปฏิบัติโรคระบบทางเดินอาหาร




